ประวัติของยีนส์lee

ณ เวลานี้คำว่า “กางเกงยีนส์” ได้เดินทางมาถึงจุดที่มีผู้ผลิตก้าวเข้ามาเล่นในตลาดจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งจากประเทศต้นฉบับอย่างอเมริกาหรือถ้าเป็นฝั่งเอเชียก็มีประเทศญี่ปุ่นเป็นแกนนำ รวมๆแล้วมีแบรนด์ยีนส์เกิดใหม่ออกมามากมายแทบจำชืกันไม่หมด แต่ถ้าเมื่อไรที่มีคนพูดถึงชื่อ “Lee” พวกเขาคือหนึ่งในแบรนด์เดนิมชั้นนำระดับโลกที่อยู่ใน Top 5 ยีนส์ได้รับความนิยมโดยไม่ต้องสงสัย ถ้าเผื่อคนที่เคยใส่ Lee มานานแล้ว แต่ไม่เคยรู้เรื่องราวของพวกเขามาก่อน วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ Lee ผ่านไทม์ไลน์ช่วงเวลาต่างๆในประวัติศาสตร์เกิน 100 ปี ของพวกเขากันปี 1889 นายเฮนรี่ เดวิด ลี (Henry David Lee) ในวัยอายุ 40 ปี ได้ก่อตั้ง ‘H.D. Lee Mercantile Company’ ขึ้นในเมือง Salina รัฐ Kansas ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ Lee ตอนนั้นไม่ใช่กางเกงยีนส์แต่อย่างใด ร้าน Lee คือร้านขายของชำขนาดใหญ่ (Mercantile)ที่เห็นได้เป็นปกติทั่วในอเมริกาสมัยนั้น ด้วยความตั้งใจของ Lee ภายในเวลาไม่ถึง 20 ปี ร้านได้กลายเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในรัฐ หนังสือพิมพ์ถึงกับลงข่าวว่า “H.D. Lee คือชื่อที่ติดอยู่ในทุกปากของผู้คนแคนซัส และสินค้าของเขาก็อยู่บนชั้นวางของทุกครัวเรือน” ณ เวลานี้คำว่า “กางเกงยีนส์” ได้เดินทางมาถึงจุดที่มีผู้ผลิตก้าวเข้ามาเล่นในตลาดจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งจากประเทศต้นฉบับอย่างอเมริกาหรือถ้าเป็นฝั่งเอเชียก็มีประเทศญี่ปุ่นเป็นแกนนำ รวมๆแล้วมีแบรนด์ยีนส์เกิดใหม่ออกมามากมายแทบจำชืกันไม่หมด แต่ถ้าเมื่อไรที่มีคนพูดถึงชื่อ “Lee” พวกเขาคือหนึ่งในแบรนด์เดนิมชั้นนำระดับโลกที่อยู่ใน Top 5 ยีนส์ได้รับความนิยมโดยไม่ต้องสงสัย ถ้าเผื่อคนที่เคยใส่ Lee มานานแล้ว แต่ไม่เคยรู้เรื่องราวของพวกเขามาก่อน วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ Lee ผ่านไทม์ไลน์ช่วงเวลาต่างๆในประวัติศาสตร์เกิน 100 ปี ของพวกเขากัน

slotxo

ปี 1889 นายเฮนรี่ เดวิด ลี (Henry David Lee) ในวัยอายุ 40 ปี ได้ก่อตั้ง ‘H.D. Lee Mercantile Company’ ขึ้นในเมือง Salina รัฐ Kansas ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ Lee ตอนนั้นไม่ใช่กางเกงยีนส์แต่อย่างใด ร้าน Lee คือร้านขายของชำขนาดใหญ่ (Mercantile)ที่เห็นได้เป็นปกติทั่วในอเมริกาสมัยนั้น ด้วยความตั้งใจของ Lee ภายในเวลาไม่ถึง 20 ปี ร้านได้กลายเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในรัฐ หนังสือพิมพ์ถึงกับลงข่าวว่า “H.D. Lee คือชื่อที่ติดอยู่ในทุกปากของผู้คนแคนซัส และสินค้าของเขาก็อยู่บนชั้นวางของทุกครัวเรือน” ปี 1910’s ในช่วง 10 ปีนี้ หลังจากที่ร้าน Mercantile ของ H.D. Lee ได้กลายเป็นร้านขายของชื่อดังครองใจผู้คนในรัฐไปแล้ว เขาขยับมาต่อที่เรื่องของเสื้อผ้าที่ผู้คนใช้ใส่ทำงานกันบ้าง ริเริ่มผลิตชุดเอี๊ยม “Bib Overall” แต่ยังไม่ฮิตติดตลาด จนมาถึงตอนที่ “Union-All” ชุดที่เย็บติดระหว่างแจ๊คเกตและกางเกงยีนส์ถูกนำเข้าตลาด (บ้านเราบางคนอาจจะเรียกชุดหมี ชุดช็อป ชุดช่าง Jumpsuit หรืออะไรก็แล้วแต่) ไม่นานไอเทมเดนิมทั้งสองชิ้นได้ครองใจผู้คนและกลายเป็นยูนิฟอร์มของคนทำงานช่างไปเลย โอกาสนี้ Lee จึงตัดสินใจเปิดแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือเป็นผู้ผลิตกางเกงยีนส์และแจ๊คเก็ตยีนส์โดยเฉพาะ (จวบจนถึงปัจจุบันชุดเอี๊ยมและชุดหมีของ Lee ก็ยังคงความเอกลักษณ์ประจำของแบรนด์)ปี 1920’s
ธุรกิจเสื้อผ้าของ Lee กำลังไปได้สวย พวกเขามีโรงงานผลิตของตัวเอง และขยายสาขารวมถึงมีโกดังเก็บของอยู่ที่ San Francisco และ Los Angeles จะบอกว่ายุค 20’s คือช่วงเวลาที่กางเกงยีนส์ Lee พัฒนาแบบก้าวกระโดดก็คงไม่ผิด เริ่มจากการเปิดตัวตุ๊กตาเด็กผู้ชายหน้าหวาน แต่งตัวแบบคาวบอย “Buddy Lee” (คนเก็บของวินเทจคงรู้จักกันดี) มาเป็นมาสค๊อตใช้เพื่อการโฆษณาของพวกเขา ถิอเป็นเจ้าแรกๆเลยก็ว่าได้ที่มีการนำตัวละครสมมุติมาใช้พูดในแบรนด์เสื้อผ้า (ในช่วงยุค 90’s Buddy Lee ยังถูกนำกลับมาเป็นโฆษณาชุดดังที่นำเสนอไอเดียว่ากางเกง Lee ใส่ทนซะจนตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ใครเกิดยุคนั้นน่าจะเคยเห็นกัน) ในปี 1924 Lee เปิดตัว “101 Jeans” กางเกงยีนส์ที่พวกเขากล้าออกปากเลยว่าเป็น “ยีนส์สำหรับคาวบอย” เป็นกางเกงยีนส์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และตอกย้ำด้วยคิดค้นการใส่ซิปลงในกางเกงยีนส์ (เป็นเจ้าแรก) ใช้ชื่อว่า “WHIZ IT” ทำให้คนใส่รู้สึกสบาย ถอดเข้าถอดออกก็ง่าย Lee เลยได้เครดิตจากฟังก์ชั่นนี้ไปเต็มๆ แต่น่าเสียดายที่ในปี 1928 นาย H.D. Lee ก็ได้เสียชีวิตลงจากโรคหัวใจ

<a

xoslot

ปี 1930’s ถึงแม้ H.D. Lee จะจากไป แต่แบรนด์ Lee ไม่ได้หยุดตัวลงแต่อย่างใด (หลานเขยเข้ามาคุมงานต่อ) พวกเขาขยับตัวต่อด้วยการผลิตกางเกงรุ่น Rider Pants ที่ทำให้เข้าถึงตลาดในซาน ฟรานซิสโกมากขึ้น เป้าหมายก็ยังคงเป็นบรรดาคาวบอยทั้งหลาย และเริ่มผลิตป้าย “Hair-on-Hide” ป้ายขนที่สามารถสอดเข็มขัดได้เป็นเอกลักษณ์ของ Lee ที่คนใส่ยีนส์ทุกคนรู้จักกันดี เป็นครั้งแรกปี 1940’s
Lee เดินทางมาถึงจุดที่พวกเขาเชื่อว่าเสื้อผ้าของแบรนด์ไปได้สวย และตัดสินใจยกเลิกธุรกิจร้านขายของชำที่เป็นต้นกำเนิดของแบรนด์ออกไป กลับมาที่เรื่องของเสื้อผ้า นี่คือช่วงแรกที่กางเกงยีนส์ Lee มีสัญลักษณ์ “Lazy S” ปรากฎอยู่บนกระเป๋า (การเดินด้ายบนกระเป๋าหลังทั้ง 2 ข้าง มองแล้วคล้ายการ์ตูน “Long Horn”) แน่นอนว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ Lee ต้องขยับตัวด้วยเหมือนกัน จากที่เคยผลิตเสื้อผ้าสำหรับคนทำงาน เมื่อประเทศมีสงคราม “คนทำงาน” กลายมาเป็นบรรดาแม่บ้านผู้หญิงทั้งหลาย Lee จึงคิดค้นรุ่น “Lady Lee Riders” กางเกงยีนส์ที่ขึ้นชื่อว่า Fitting ได้สวยเข้ากับสรีระผู้หญิงที่สุดในเวลานั้น ปี 1950’s เอาล่ะ มาถึงยุค Baby Boomer หลังสงครามโลกกันแล้ว นี่คือช่วงเวลาที่กางเกงยีนส์ของหลายๆแบรนด์กำลังจะเข้ามามีบทบาทครั้งใหญ่ในโลกของแฟชั่น ซึ่ง Lee เองก็แสดงตัวตนออกมาได้อย่างสวยงาม เมื่อไอคอนของ Hollywood อย่าง เจมส์ ดีน หยิบเอากางเกงยีนส์ Lee มาใส่ให้คนเห็นกัน ในภาพยนตร์เรื่องดัง “Giant” และ “Rebel Without a Cause” เป็นจุดเริ่มต้นการแต่งกายแบบ Biker Style นักบิด แสดงความแหกคอกและตัวตนแบบเด็กมีปัญหา (ถึงขั้นบางโรงเรียนในอเมริกาห้ามใส่ยีนส์กันเลยทีเดียว) แต่นั่นยิ่งทำให้ยีนส์ Lee กลายเป็นไอเทมหลัก ประมาณว่าถ้าอยากเท่ต้องหามาใส่ พร้อมทั้งเปิดตลาดชุดลำลองด้วยการเล่นคำ “Leesures” มีคอนเซปต์หลักที่เป็นวลีติดหูกันดี “Work & Play” ทำให้เข้าถึงตลาดได้กว้างมากขึ้น ณ เวลานี้คำว่า “กางเกงยีนส์” ได้เดินทางมาถึงจุดที่มีผู้ผลิตก้าวเข้ามาเล่นในตลาดจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งจากประเทศต้นฉบับอย่างอเมริกาหรือถ้าเป็นฝั่งเอเชียก็มีประเทศญี่ปุ่นเป็นแกนนำ รวมๆแล้วมีแบรนด์ยีนส์เกิดใหม่ออกมามากมายแทบจำชืกันไม่หมด แต่ถ้าเมื่อไรที่มีคนพูดถึงชื่อ “Lee” พวกเขาคือหนึ่งในแบรนด์เดนิมชั้นนำระดับโลกที่อยู่ใน Top 5 ยีนส์ได้รับความนิยมโดยไม่ต้องสงสัย ถ้าเผื่อคนที่เคยใส่ Lee มานานแล้ว แต่ไม่เคยรู้เรื่องราวของพวกเขามาก่อน วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ Lee ผ่านไทม์ไลน์ช่วงเวลาต่างๆในประวัติศาสตร์เกิน 100 ปี ของพวกเขากัน

<a

เครดิตฟรี

ปี 1889 นายเฮนรี่ เดวิด ลี (Henry David Lee) ในวัยอายุ 40 ปี ได้ก่อตั้ง ‘H.D. Lee Mercantile Company’ ขึ้นในเมือง Salina รัฐ Kansas ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ Lee ตอนนั้นไม่ใช่กางเกงยีนส์แต่อย่างใด ร้าน Lee คือร้านขายของชำขนาดใหญ่ (Mercantile)ที่เห็นได้เป็นปกติทั่วในอเมริกาสมัยนั้น ด้วยความตั้งใจของ Lee ภายในเวลาไม่ถึง 20 ปี ร้านได้กลายเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในรัฐ หนังสือพิมพ์ถึงกับลงข่าวว่า “H.D. Lee คือชื่อที่ติดอยู่ในทุกปากของผู้คนแคนซัส และสินค้าของเขาก็อยู่บนชั้นวางของทุกครัวเรือน” ปี 1910’s ในช่วง 10 ปีนี้ หลังจากที่ร้าน Mercantile ของ H.D. Lee ได้กลายเป็นร้านขายของชื่อดังครองใจผู้คนในรัฐไปแล้ว เขาขยับมาต่อที่เรื่องของเสื้อผ้าที่ผู้คนใช้ใส่ทำงานกันบ้าง ริเริ่มผลิตชุดเอี๊ยม “Bib Overall” แต่ยังไม่ฮิตติดตลาด จนมาถึงตอนที่ “Union-All” ชุดที่เย็บติดระหว่างแจ๊คเกตและกางเกงยีนส์ถูกนำเข้าตลาด (บ้านเราบางคนอาจจะเรียกชุดหมี ชุดช็อป ชุดช่าง Jumpsuit หรืออะไรก็แล้วแต่) ไม่นานไอเทมเดนิมทั้งสองชิ้นได้ครองใจผู้คนและกลายเป็นยูนิฟอร์มของคนทำงานช่างไปเลย โอกาสนี้ Lee จึงตัดสินใจเปิดแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือเป็นผู้ผลิตกางเกงยีนส์และแจ๊คเก็ตยีนส์โดยเฉพาะ (จวบจนถึงปัจจุบันชุดเอี๊ยมและชุดหมีของ Lee ก็ยังคงความเอกลักษณ์ประจำของแบรนด์)
ปี 1920’s ธุรกิจเสื้อผ้าของ Lee กำลังไปได้สวย พวกเขามีโรงงานผลิตของตัวเอง และขยายสาขารวมถึงมีโกดังเก็บของอยู่ที่ San Francisco และ Los Angeles จะบอกว่ายุค 20’s คือช่วงเวลาที่กางเกงยีนส์ Lee พัฒนาแบบก้าวกระโดดก็คงไม่ผิด เริ่มจากการเปิดตัวตุ๊กตาเด็กผู้ชายหน้าหวาน แต่งตัวแบบคาวบอย “Buddy Lee” (คนเก็บของวินเทจคงรู้จักกันดี) มาเป็นมาสค๊อตใช้เพื่อการโฆษณาของพวกเขา ถิอเป็นเจ้าแรกๆเลยก็ว่าได้ที่มีการนำตัวละครสมมุติมาใช้พูดในแบรนด์เสื้อผ้า (ในช่วงยุค 90’s Buddy Lee ยังถูกนำกลับมาเป็นโฆษณาชุดดังที่นำเสนอไอเดียว่ากางเกง Lee ใส่ทนซะจนตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ใครเกิดยุคนั้นน่าจะเคยเห็นกัน) ในปี 1924 Lee เปิดตัว “101 Jeans” กางเกงยีนส์ที่พวกเขากล้าออกปากเลยว่าเป็น “ยีนส์สำหรับคาวบอย” เป็นกางเกงยีนส์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และตอกย้ำด้วยคิดค้นการใส่ซิปลงในกางเกงยีนส์ (เป็นเจ้าแรก) ใช้ชื่อว่า “WHIZ IT” ทำให้คนใส่รู้สึกสบาย ถอดเข้าถอดออกก็ง่าย Lee เลยได้เครดิตจากฟังก์ชั่นนี้ไปเต็มๆ แต่น่าเสียดายที่ในปี 1928 นาย H.D. Lee ก็ได้เสียชีวิตลงจากโรคหัวใจ
ปี 1930’s ถึงแม้ H.D. Lee จะจากไป แต่แบรนด์ Lee ไม่ได้หยุดตัวลงแต่อย่างใด (หลานเขยเข้ามาคุมงานต่อ) พวกเขาขยับตัวต่อด้วยการผลิตกางเกงรุ่น Rider Pants ที่ทำให้เข้าถึงตลาดในซาน ฟรานซิสโกมากขึ้น เป้าหมายก็ยังคงเป็นบรรดาคาวบอยทั้งหลาย และเริ่มผลิตป้าย “Hair-on-Hide” ป้ายขนที่สามารถสอดเข็มขัดได้เป็นเอกลักษณ์ของ Lee ที่คนใส่ยีนส์ทุกคนรู้จักกันดี เป็นครั้งแรก
ปี 1940’s Lee เดินทางมาถึงจุดที่พวกเขาเชื่อว่าเสื้อผ้าของแบรนด์ไปได้สวย และตัดสินใจยกเลิกธุรกิจร้านขายของชำที่เป็นต้นกำเนิดของแบรนด์ออกไป กลับมาที่เรื่องของเสื้อผ้า นี่คือช่วงแรกที่กางเกงยีนส์ Lee มีสัญลักษณ์ “Lazy S” ปรากฎอยู่บนกระเป๋า (การเดินด้ายบนกระเป๋าหลังทั้ง 2 ข้าง มองแล้วคล้ายการ์ตูน “Long Horn”) แน่นอนว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ Lee ต้องขยับตัวด้วยเหมือนกัน จากที่เคยผลิตเสื้อผ้าสำหรับคนทำงาน เมื่อประเทศมีสงคราม “คนทำงาน” กลายมาเป็นบรรดาแม่บ้านผู้หญิงทั้งหลาย Lee จึงคิดค้นรุ่น “Lady Lee Riders” กางเกงยีนส์ที่ขึ้นชื่อว่า Fitting ได้สวยเข้ากับสรีระผู้หญิงที่สุดในเวลานั้น
ปี 1950’s เอาล่ะ มาถึงยุค Baby Boomer หลังสงครามโลกกันแล้ว นี่คือช่วงเวลาที่กางเกงยีนส์ของหลายๆแบรนด์กำลังจะเข้ามามีบทบาทครั้งใหญ่ในโลกของแฟชั่น ซึ่ง Lee เองก็แสดงตัวตนออกมาได้อย่างสวยงาม เมื่อไอคอนของ Hollywood อย่าง เจมส์ ดีน หยิบเอากางเกงยีนส์ Lee มาใส่ให้คนเห็นกัน ในภาพยนตร์เรื่องดัง “Giant” และ “Rebel Without a Cause” เป็นจุดเริ่มต้นการแต่งกายแบบ Biker Style นักบิด แสดงความแหกคอกและตัวตนแบบเด็กมีปัญหา (ถึงขั้นบางโรงเรียนในอเมริกาห้ามใส่ยีนส์กันเลยทีเดียว) แต่นั่นยิ่งทำให้ยีนส์ Lee กลายเป็นไอเทมหลัก ประมาณว่าถ้าอยากเท่ต้องหามาใส่ พร้อมทั้งเปิดตลาดชุดลำลองด้วยการเล่นคำ “Leesures” มีคอนเซปต์หลักที่เป็นวลีติดหูกันดี “Work & Play” ทำให้เข้าถึงตลาดได้กว้างมากขึ้น
[NPC4]

Leave a Comment

Your email address will not be published.