ปี1940’sLee

Lee เดินทางมาถึงจุดที่พวกเขาเชื่อว่าเสื้อผ้าของแบรนด์ไปได้สวย และตัดสินใจยกเลิกธุรกิจร้านขายของชำที่เป็นต้นกำเนิดของแบรนด์ออกไป กลับมาที่เรื่องของเสื้อผ้า นี่คือช่วงแรกที่กางเกงยีนส์ Lee มีสัญลักษณ์ “Lazy S” ปรากฎอยู่บนกระเป๋า (การเดินด้ายบนกระเป๋าหลังทั้ง 2 ข้าง มองแล้วคล้ายการ์ตูน “Long Horn”) แน่นอนว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ Lee ต้องขยับตัวด้วยเหมือนกัน จากที่เคยผลิตเสื้อผ้าสำหรับคนทำงาน เมื่อประเทศมีสงคราม “คนทำงาน” กลายมาเป็นบรรดาแม่บ้านผู้หญิงทั้งหลาย Lee จึงคิดค้นรุ่น “Lady Lee Riders” กางเกงยีนส์ที่ขึ้นชื่อว่า Fitting ได้สวยเข้ากับสรีระผู้หญิงที่สุดในเวลานั้น ปี 1950’s เอาล่ะ มาถึงยุค Baby Boomer หลังสงครามโลกกันแล้ว นี่คือช่วงเวลาที่กางเกงยีนส์ของหลายๆแบรนด์กำลังจะเข้ามามีบทบาทครั้งใหญ่ในโลกของแฟชั่น ซึ่ง Lee เองก็แสดงตัวตนออกมาได้อย่างสวยงาม เมื่อไอคอนของ Hollywood อย่าง เจมส์ ดีน หยิบเอากางเกงยีนส์ Lee มาใส่ให้คนเห็นกัน ในภาพยนตร์เรื่องดัง “Giant” และ “Rebel Without a Cause” เป็นจุดเริ่มต้นการแต่งกายแบบ Biker Style นักบิด แสดงความแหกคอกและตัวตนแบบเด็กมีปัญหา (ถึงขั้นบางโรงเรียนในอเมริกาห้ามใส่ยีนส์กันเลยทีเดียว) แต่นั่นยิ่งทำให้ยีนส์ Lee กลายเป็นไอเทมหลัก ประมาณว่าถ้าอยากเท่ต้องหามาใส่ พร้อมทั้งเปิดตลาดชุดลำลองด้วยการเล่นคำ “Leesures” มีคอนเซปต์หลักที่เป็นวลีติดหูกันดี “Work & Play” ทำให้เข้าถึงตลาดได้กว้างมากขึ้นLee เดินทางมาถึงจุดที่พวกเขาเชื่อว่าเสื้อผ้าของแบรนด์ไปได้สวย และตัดสินใจยกเลิกธุรกิจร้านขายของชำที่เป็นต้นกำเนิดของแบรนด์ออกไป กลับมาที่เรื่องของเสื้อผ้า นี่คือช่วงแรกที่กางเกงยีนส์ Lee มีสัญลักษณ์ “Lazy S” ปรากฎอยู่บนกระเป๋า (การเดินด้ายบนกระเป๋าหลังทั้ง 2 ข้าง มองแล้วคล้ายการ์ตูน “Long Horn”) แน่นอนว่าในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ทำให้ Lee ต้องขยับตัวด้วยเหมือนกัน จากที่เคยผลิตเสื้อผ้าสำหรับคนทำงาน เมื่อประเทศมีสงคราม “คนทำงาน” กลายมาเป็นบรรดาแม่บ้านผู้หญิงทั้งหลาย Lee จึงคิดค้นรุ่น “Lady Lee Riders” กางเกงยีนส์ที่ขึ้นชื่อว่า Fitting ได้สวยเข้ากับสรีระผู้หญิงที่สุดในเวลานั้น

slotxo

ปี 1950’s เอาล่ะ มาถึงยุค Baby Boomer หลังสงครามโลกกันแล้ว นี่คือช่วงเวลาที่กางเกงยีนส์ของหลายๆแบรนด์กำลังจะเข้ามามีบทบาทครั้งใหญ่ในโลกของแฟชั่น ซึ่ง Lee เองก็แสดงตัวตนออกมาได้อย่างสวยงาม เมื่อไอคอนของ Hollywood อย่าง เจมส์ ดีน หยิบเอากางเกงยีนส์ Lee มาใส่ให้คนเห็นกัน ในภาพยนตร์เรื่องดัง “Giant” และ “Rebel Without a Cause” เป็นจุดเริ่มต้นการแต่งกายแบบ Biker Style นักบิด แสดงความแหกคอกและตัวตนแบบเด็กมีปัญหา (ถึงขั้นบางโรงเรียนในอเมริกาห้ามใส่ยีนส์กันเลยทีเดียว) แต่นั่นยิ่งทำให้ยีนส์ Lee กลายเป็นไอเทมหลัก ประมาณว่าถ้าอยากเท่ต้องหามาใส่ พร้อมทั้งเปิดตลาดชุดลำลองด้วยการเล่นคำ “Leesures” มีคอนเซปต์หลักที่เป็นวลีติดหูกันดี “Work & Play” ทำให้เข้าถึงตลาดได้กว้างมากขึ้น BOYS GIRLS LIFESTYLE EAT TRAVEL ART & DESIGN TECH MUSIC & FILM BUSINESS REAL ESTATE PEOPLE SPORT SUBSCRIBE DOODDOT VIDEOS SEE ALL VIDEO SHARE
“Lee” กับการเดินทาง 125 ปี ของแบรนด์เดนิมอันเป็นตำนาน ณ เวลานี้คำว่า “กางเกงยีนส์” ได้เดินทางมาถึงจุดที่มีผู้ผลิตก้าวเข้ามาเล่นในตลาดจากทั่วทุกมุมโลก ทั้งจากประเทศต้นฉบับอย่างอเมริกาหรือถ้าเป็นฝั่งเอเชียก็มีประเทศญี่ปุ่นเป็นแกนนำ รวมๆแล้วมีแบรนด์ยีนส์เกิดใหม่ออกมามากมายแทบจำชืกันไม่หมด แต่ถ้าเมื่อไรที่มีคนพูดถึงชื่อ “Lee” พวกเขาคือหนึ่งในแบรนด์เดนิมชั้นนำระดับโลกที่อยู่ใน Top 5 ยีนส์ได้รับความนิยมโดยไม่ต้องสงสัย ถ้าเผื่อคนที่เคยใส่ Lee มานานแล้ว แต่ไม่เคยรู้เรื่องราวของพวกเขามาก่อน วันนี้เราจะมาทำความรู้จักกับ Lee ผ่านไทม์ไลน์ช่วงเวลาต่างๆในประวัติศาสตร์เกิน 100 ปี ของพวกเขากัน

<a

xoslot

ปี 1889 นายเฮนรี่ เดวิด ลี (Henry David Lee) ในวัยอายุ 40 ปี ได้ก่อตั้ง ‘H.D. Lee Mercantile Company’ ขึ้นในเมือง Salina รัฐ Kansas ประเทศสหรัฐอเมริกา แต่ Lee ตอนนั้นไม่ใช่กางเกงยีนส์แต่อย่างใด ร้าน Lee คือร้านขายของชำขนาดใหญ่ (Mercantile)ที่เห็นได้เป็นปกติทั่วในอเมริกาสมัยนั้น ด้วยความตั้งใจของ Lee ภายในเวลาไม่ถึง 20 ปี ร้านได้กลายเป็นร้านที่ใหญ่ที่สุดในรัฐ หนังสือพิมพ์ถึงกับลงข่าวว่า “H.D. Lee คือชื่อที่ติดอยู่ในทุกปากของผู้คนแคนซัส และสินค้าของเขาก็อยู่บนชั้นวางของทุกครัวเรือน” ปี 1910’s ในช่วง 10 ปีนี้ หลังจากที่ร้าน Mercantile ของ H.D. Lee ได้กลายเป็นร้านขายของชื่อดังครองใจผู้คนในรัฐไปแล้ว เขาขยับมาต่อที่เรื่องของเสื้อผ้าที่ผู้คนใช้ใส่ทำงานกันบ้าง ริเริ่มผลิตชุดเอี๊ยม “Bib Overall” แต่ยังไม่ฮิตติดตลาด จนมาถึงตอนที่ “Union-All” ชุดที่เย็บติดระหว่างแจ๊คเกตและกางเกงยีนส์ถูกนำเข้าตลาด (บ้านเราบางคนอาจจะเรียกชุดหมี ชุดช็อป ชุดช่าง Jumpsuit หรืออะไรก็แล้วแต่) ไม่นานไอเทมเดนิมทั้งสองชิ้นได้ครองใจผู้คนและกลายเป็นยูนิฟอร์มของคนทำงานช่างไปเลย โอกาสนี้ Lee จึงตัดสินใจเปิดแบรนด์เสื้อผ้าของตัวเอง โดยมีเป้าหมายที่ชัดเจนคือเป็นผู้ผลิตกางเกงยีนส์และแจ๊คเก็ตยีนส์โดยเฉพาะ (จวบจนถึงปัจจุบันชุดเอี๊ยมและชุดหมีของ Lee ก็ยังคงความเอกลักษณ์ประจำของแบรนด์)
ปี 1920’s ธุรกิจเสื้อผ้าของ Lee กำลังไปได้สวย พวกเขามีโรงงานผลิตของตัวเอง และขยายสาขารวมถึงมีโกดังเก็บของอยู่ที่ San Francisco และ Los Angeles จะบอกว่ายุค 20’s คือช่วงเวลาที่กางเกงยีนส์ Lee พัฒนาแบบก้าวกระโดดก็คงไม่ผิด เริ่มจากการเปิดตัวตุ๊กตาเด็กผู้ชายหน้าหวาน แต่งตัวแบบคาวบอย “Buddy Lee” (คนเก็บของวินเทจคงรู้จักกันดี) มาเป็นมาสค๊อตใช้เพื่อการโฆษณาของพวกเขา ถิอเป็นเจ้าแรกๆเลยก็ว่าได้ที่มีการนำตัวละครสมมุติมาใช้พูดในแบรนด์เสื้อผ้า (ในช่วงยุค 90’s Buddy Lee ยังถูกนำกลับมาเป็นโฆษณาชุดดังที่นำเสนอไอเดียว่ากางเกง Lee ใส่ทนซะจนตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้ ใครเกิดยุคนั้นน่าจะเคยเห็นกัน) ในปี 1924 Lee เปิดตัว “101 Jeans” กางเกงยีนส์ที่พวกเขากล้าออกปากเลยว่าเป็น “ยีนส์สำหรับคาวบอย” เป็นกางเกงยีนส์ที่ได้รับความนิยมอย่างมาก และตอกย้ำด้วยคิดค้นการใส่ซิปลงในกางเกงยีนส์ (เป็นเจ้าแรก) ใช้ชื่อว่า “WHIZ IT” ทำให้คนใส่รู้สึกสบาย ถอดเข้าถอดออกก็ง่าย Lee เลยได้เครดิตจากฟังก์ชั่นนี้ไปเต็มๆ แต่น่าเสียดายที่ในปี 1928 นาย H.D. Lee ก็ได้เสียชีวิตลงจากโรคหัวใจ

<a

เครดิตฟรี

ปี 1930’s ถึงแม้ H.D. Lee จะจากไป แต่แบรนด์ Lee ไม่ได้หยุดตัวลงแต่อย่างใด (หลานเขยเข้ามาคุมงานต่อ) พวกเขาขยับตัวต่อด้วยการผลิตกางเกงรุ่น Rider Pants ที่ทำให้เข้าถึงตลาดในซาน ฟรานซิสโกมากขึ้น เป้าหมายก็ยังคงเป็นบรรดาคาวบอยทั้งหลาย และเริ่มผลิตป้าย “Hair-on-Hide” ป้ายขนที่สามารถสอดเข็มขัดได้เป็นเอกลักษณ์ของ Lee ที่คนใส่ยีนส์ทุกคนรู้จักกันดี เป็นครั้งแรก

สล็อต xo