เว็บเพจพลวัต

เว็บเพจพลวัต หรือ ไดนามิกเว็บเพจ ( dynamic web page) คือเว็บเพจที่เนื้อหาเว็บสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับพารามิเตอร์ที่กำหนดโดยผู้ใช้หรือโปรแกรมคอมพิวเตอรสคริปต์ด้านไคลเอนต์ สคริปต์ด้านไคลเอนต์คือการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของส่วนต่อประสานภายในเว็บเพจเฉพาะหน้า เพื่อตอบสนองต่อการทำงานของเมาส์และแป้นพิมพ์ หรือเหตุการณ์ตามเวลาที่ระบุ พฤติกรรมพลวัตในกรณีนี้จะปรากฏอยู่ภายในการนำเสนอ เนื้อหาด้านไคลเอนต์จะถูกสร้างขึ้นในระบบคอมพิวเตอร์เฉพาะที่ของผู้ใช้ เว็บเพจเช่นนั้นใช้เทคโนโลยีการนำเสนอที่เรียกว่า เพจต่อประสานแบบริช (rich interfaced pages) ภาษาสคริปต์ด้านไคลเอนต์ อย่างจาวาสคริปต์หรือแอ็กชันสคริปต์ อันนำมาใช้เป็นเทคโนโลยีของดีเอชทีเอ็มแอลและแฟลชตามลำดับ บ่อยครั้งที่ใช้เพื่อประสานกับสื่อชนิดต่าง ๆ ของการนำเสนอ (เช่น เสียง ภาพเคลื่อนไหว ข้อความที่เปลี่ยนได้ ฯลฯ) และยังสามารถใช้สคริปต์ระยะไกล (remote scripting) ได้อีกด้วย ซึ่งเป็นกลวิธีที่เว็บเพจดีเอชทีเอ็มแอลร้องขอสารสนเทศเพิ่มเติมจากเซิร์ฟเวอร์ ผ่านทางเฟรมที่ซ่อนอยู่ XMLHttpRequest หรือเว็บเซอร์วิซ รุ่นของจาวาสคริปต์ที่ “ใช้งานอย่างแพร่หลาย” เป็นครั้งแรกเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ. 2539 (มาพร้อมกับเน็ตสเคป 3 และมาตรฐานอีซีเอ็มเอสคริปต์)

เครดิตฟรี

สคริปต์ด้านเซิร์ฟเวอร์ โปรแกรมที่ทำงานบนเว็บเซิร์ฟเวอร์ (สคริปต์ด้านเซิร์ฟเวอร์) ถูกใช้เพื่อสร้างเนื้อหาเว็บในเว็บเพจหลาย ๆ หน้า จัดการช่วงเวลาสื่อสารของผู้ใช้ และควบคุมกระแสงาน การตอบรับจากเซิร์ฟเวอร์อาจกำหนดได้ด้วยเงื่อนไขต่าง ๆ จากข้อมูลในฟอร์มเอชทีเอ็มแอลที่ส่งมา พารามิเตอร์ในยูอาร์แอล ชนิดของเบราว์เซอร์ที่กำลังใช้อยู่ เวลาที่ผ่านไป หรือสถานะของฐานข้อมูลหรือเซิร์ฟเวอร์ เว็บเพจเช่นนั้นมักจะถูกสร้างขึ้นด้วยความช่วยเหลือจากภาษาโปรแกรมต่าง ๆ ด้านเซิร์ฟเวอร์ เช่นเอเอสพี โคลด์ฟิวชัน เพิร์ล พีเอชพี รูบี เว็บดีเอ็นเอ และภาษาอื่น ๆ ภาษาด้านเซิร์ฟเวอร์เหล่านี้มักใช้โปรแกรมต่อประสานร่วมสำหรับเกตเวย์ (ซีจีไอ) เพื่อสร้าง เว็บเพจพลวัต ข้อยกเว้นที่สำคัญสองข้อได้แก่ เอเอสพีดอตเน็ตกับเจเอสพี ที่ใช้แนวคิดซีจีไอในส่วนต่อประสานโปรแกรมประยุกต์ (เอพีไอ) ของมันเอง แต่แท้จริงแล้วมันจะส่งจ่ายการร้องขอทางเว็บทั้งหมดไปยังเครื่องเสมือน (virtual machine) ที่ใช้ร่วมกัน เว็บเพจพลวัตมักจะถูกเก็บลงแคชเมื่อมีการเปลี่ยนแปลงเพียงเล็กน้อยหรือไม่มีเลยตามที่คาดคะเนไว้ และเว็บเพจก็ถูกเตรียมการให้รับการจราจรเว็บปริมาณมาก เซิร์ฟเวอร์จะใช้เวลาโหลดนานถ้ามันจำเป็นต้องสร้างหน้ากลางอากาศสำหรับแต่ละการร้องขอ

สล็อต

ความสามารถในการที่จะทำให้เกิดการวัดที่มีความแม่นยำ, ตรวจสอบได้และทำซ้ำใหม่ได้ของโลกธรรมชาติ ในระดับที่สังเกตไม่ได้ก่อนหน้านี้ โดยใช้เครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ สิ่งเหล่านี้จะ “ทำให้เกิดเนื้อหาที่แตกต่างกันของโลก” การปฏิวัติเครื่องมือนี้ได้เปลี่ยนแปลงพื้นฐานในความสามารถของมนุษย์ด้านการเฝ้าระวังและตอบสนอง อย่างที่ได้แสดงในตัวอย่างของการตรวจสอบดีดีที(สารฆ่าแมลง) และการใช้เครื่องมือในการวิเคราะห์คลื่นความถี่รังสียูวี ( Ultraviolet–visible spectroscopy) และแก๊ส chromatography (กระบวนการวิเคราะห์หรือแยกสาร โดยอาศัยความแตกต่างจากการเคลื่อนที่ของโมเลกุลของสารต่าง ๆ ที่ผสมรวมกันอยู่ โดยให้สารผ่านหรือไหลซึมไปในตัวกลางที่เหมาะสมด้วยแรงโน้มถ่วงหรือความดัน ) ในการตรวจสอบมลพิษทางน้ำ การควบคุมกระบวนการเป็นหนึ่งในสาขาหลักของการประยุกต์ใช้เครื่องมือ applied instrumentation) เครื่องมือมักจะเป็นส่วนหนึ่งของระบบควบคุมในโรงกลั่นน้ำมัน, โรงงานอุตสาหกรรม, และยานพาหนะ เครื่องมือที่เชื่อมต่อกับระบบควบคุมอาจจะส่งสัญญาณที่ใช้ในการทำงานของอุปกรณ์อื่น ๆ และให้การสนับสนุนการควบคุมระยะไกลหรือการทำงานแบบอัตโนมัติ การทำงานดังล่าวมักจะถูกเรียกว่าชิ้นส่วนควบคุมสุดท้ายเมื่อมีการควบคุมจากระยะไกลหรือโดยระบบควบคุม ในช่วงต้นปี 1954 Wildhack ได้กล่าวถึงศักยภาพทั้งในด้านการผลิตและการทำลายล้างโดยธรรมชาติในการควบคุมกระบวนการ (อังกฤษ: process control)นักมานุษยวิทยาเชื่อว่า การใช้เครื่องมือถือเป็นบันไดขั้นแรกของวิวัฒนาการของมนุษย์ เพราะทั้งมนุษย์และชิมแปนซีป่าต่างก็ใช้เครื่องมือ จึงอนุมานได้ว่า การใช้เครื่องมือในยุคแรก ๆ เกิดขึ้นก่อนที่ทั้งสองสปีชีส์จะแยกออกจากกัน เครื่องมือยุคแรกอาจจะทำสิ่งที่เน่าเปื่อยได้อย่างเช่น กิ่งไม้ หรือ ประกอบด้วยหินที่ยังที่ยังไม่ได้ดัดแปลง ที่ยังไม่แตกต่างจากหินอื่น ๆ ที่จะเป็นเครื่องมือได้วิวัฒนาการของมนุษย์ (อังกฤษ: Human evolution) เป็นกระบวนการวิวัฒนาการที่นำไปสู่การปรากฏขึ้นของ “มนุษย์ปัจจุบัน” (modern human มีนามตามอนุกรมวิธานว่า Homo sapiens หรือ Homo sapiens sapiens) ซึ่งแม้ว่าจริง ๆ แล้วจะเริ่มต้นตั้งแต่บรรพบุรุษแรกของสิ่งมีชีวิตทั้งหมด แต่บทความนี้ครอบคลุมเพียงแค่ประวัติวิวัฒนาการของสัตว์อันดับวานร (primate) โดยเฉพาะของสกุล โฮโม (Homo) และการปรากฏขึ้นของมนุษย์สปีชีส์ Homo sapiens ที่จัดเป็นสัตว์วงศ์ลิงใหญ่เท่านั้น การศึกษาเกี่ยวกับวิวัฒนาการมนุษย์นั้นต้องอาศัยความรู้ทางวิทยาศาสตร์หลายสาขา

สล็อตออนไลน์

รวมทั้งมานุษยวิทยาเชิงกายภาพ (หรือ มานุษยวิทยาเชิงชีวภาพ), วานรวิทยา, โบราณคดี, บรรพชีวินวิทยา, พฤติกรรมวิทยา, ภาษาศาสตร์, จิตวิทยาเชิงวิวัฒนาการ (evolutionary psychology), คัพภวิทยา และพันธุศาสตร์ กระบวนการวิวัฒนาการเป็นความเปลี่ยนแปลงของลักษณะสืบสายพันธุ์ (trait) ของกลุ่มสิ่งมีชีวิตผ่านหลายชั่วยุคชีวิต เป็นกระบวนการที่ทำให้เกิดความหลายหลากกับสิ่งมีชีวิตในทุกระดับชั้น รวมทั้งระดับสปีชีส์ ระดับสิ่งมีชีวิตแต่ละชีวิต และแม้กระทั่งโครงสร้างระดับโมเลกุลเช่นดีเอ็นเอและโปรตีน สิ่งมีชีวิตทั้งหมดในโลกสืบสายมาจากบรรพบุรุษเดียวกันที่มีชีวิตประมาณ 3.8 พันล้านปีก่อน การเกิดสปีชีส์ใหม่ ๆ และการแยกสายพันธุ์ออกจากกันของสิ่งมีชีวิต สามารถอนุมานได้จากลักษณะสืบสายพันธุ์ทางสัณฐานและทางเคมีชีวภาพ หรือโดยลำดับดีเอ็นเอที่มีร่วมกัน คือ ลักษณะสืบสายพันธุ์และลำดับดีเอ็นเอที่มีกำเนิดเดียวกัน จะมีความคล้ายคลึงกันระหว่างสปีชีส์ที่มีบรรพบุรุษร่วมกันเร็ว ๆ นี้มากกว่าระหว่างสปีชีส์ที่มีบรรพบุรุษร่วมกันมานานแล้ว ดังนั้นความคล้ายคลึงกันและความแตกต่างกันจึงสามารถใช้สร้างแบบของต้นไม้สายพันธุ์สิ่งมีชีวิต ที่แสดงความสัมพันธ์เชิงญาติ โดยใช้สิ่งมีชีวิตที่ยังมีอยู่หรือใช้ซากดึกดำบรรพ์เป็นหลักฐานข้อมูล รูปแบบความหลากหลายของสิ่งมีชีวิตในโลกเปลี่ยนแปลงไปเพราะการเกิดขึ้นของสปีชีส์ใหม่ ๆ และการสูญพันธุ์ไปของสิ่งมีชีวิตที่มีอยู่งานวิจัยต่าง ๆ ทางพันธุศาสตร์แสดงว่า สัตว์อันดับวานรรวมทั้งมนุษย์แยกออกจากสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมประเภทอื่น ๆ เมื่อประมาณ 85 ล้านปีก่อน โดยมีซากดึกดำบรรพ์ปรากฏเป็นครั้งแรกสุดเมื่อประมาณ 55 ล้านปีก่อน ส่วนลิงวงศ์ชะนี (Hylobatidae) แยกสายพันธุ์ออกจากสายพันธุ์วงศ์ลิงใหญ่ (Hominidae) รวมทั้งมนุษย์ ซึ่งเป็นวงศ์หนึ่ง ๆ ของสัตว์อันดับวานรนั้น เมื่อ 17 ล้านปีก่อน แล้วลิงวงศ์ Ponginae (ลิงอุรังอุตัง) ก็แยกออกจากสายพันธุ์เมื่อประมาณ 14 ล้านปีก่อน จากนั้น การเดินด้วยสองเท้า (bipedalism) ซึ่งเป็นการปรับตัวพื้นฐานที่สุดของสัตว์เผ่า Hominini[B] ซึ่งเป็นสายพันธุ์ของมนุษย์ที่ลิงชิมแปนซีได้แยกออกไปแล้ว ก็เริ่มปรากฏในสัตว์สองเท้าแรกสุดในสกุล Sahelanthropus (7 ล้านปีก่อน) หรือ Orrorin (6.1 ล้านปีก่อน) โดยมีสกุล Ardipithecus ซึ่งเป็นสัตว์สองเท้าที่มีหลักฐานชัดเจนกว่า ตามมาทีหลัง (5.8 ล้านปีก่อน) ส่วนลิงกอริลลาและลิงชิมแปนซีแยกออกจากสายพันธุ์ในช่วงเวลาใกล้ ๆ กัน คือลิงกอริลลาเมื่อ 6 ถึง 10 ล้านปีก่อนและลิงชิมแปนซีเมื่อ 4 ถึง 8 ล้านปีก่อนโดยอาจจะมี Sahelanthropus เป็นบรรพบุรุษสุดท้ายร่วมกันระหว่างชิมแปนซีและมนุษย์ สัตว์สองเท้ายุคเริ่มต้นเหล่านี้ในที่สุดก็วิวัฒนาการมาเป็นเผ่า hominini เผ่าย่อย Australopithecina ( australopithecine ปกติรวมสกุล Australopithecus, Paranthropus, และในบางที่ Ardipithecus) ที่ 4.2 ล้านปีก่อน และหลังจากนั้นจึงเป็นเผ่าย่อย Hominina ซึ่งรวมเอามนุษย์สกุล โฮโม เท่านั้นมนุษย์สกุลโฮโมที่มีหลักฐานยืนยันพวกแรกที่สุดเป็นสปีชีส์ Homo habilis ซึ่งเกิดขึ้นประมาณ 2.3 ล้านปีก่อน โดยเชื่อกันว่า สืบสายพันธุ์มาจาก homonin ในสกุล Australopithecusเป็นสปีชีส์แรก ๆ ที่มีหลักฐานชัดเจนว่าใช้เครื่องมือหินและการปรับตัวของสายพันธุ์มนุษย์อีกอย่างหนึ่งคือ การขยายขนาดของสมอง (encephalization) ก็ได้เริ่มขึ้นที่มนุษย์ยุคต้นนี้ ซึ่งมีขนาดสมองที่ประมาณ 610 ซม3 คือมีขนาดใหญ่กว่าของลิงชิมแปนซีเล็กน้อย (ระหว่าง 300-500 ซม3) มีนักวิทยาศาสตร์ที่เสนอว่า นี้อยู่ในช่วงเวลาที่ยีนมนุษย์ประเภท SRGAP2 มีจำนวนเป็นสองเท่าเทียบกับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมอื่น ๆ ซึ่งทำให้เกิดการพัฒนาของสมองกลีบหน้าได้รวดเร็วกว่าในสัตว์อื่น ๆ ต่อมา มนุษย์สปีชีส์ Homo erectus/ergaster ก็เกิดขึ้นในช่วงประมาณ 1.9 ล้านปีก่อน ที่มีปริมาตรกะโหลกศีรษะเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าของลิงชิมแปนซีคือ 850 ซม3การขยายขนาดของสมองเช่นนี้เทียบเท่ากับมีเซลล์ประสาทเพิ่มขึ้น 125,000 เซลล์ทุกชั่วยุคคน สปีชีส์นี้เชื่อว่าเป็นพวกแรก ๆ ที่สามารถควบคุมไฟ และใช้เครื่องมือหินที่มีเทคโนโลยีที่ซับซ้อนยิ่งขึ้น เป็นมนุษย์สกุล Homo พวกแรกที่อพยพออกไปตั้งถิ่นฐานทั่วทวีปแอฟริกา ทวีปเอเชีย และทวีปยุโรป อาจเริ่มตั้งแต่ 1.8 ล้านปีก่อน ดังนั้น การวิวัฒนาการของสายพันธุ์มนุษย์ก่อนหน้านี้ล้วนเป็นไปในแอฟริกาเท่านั้น

jumboslot

ส่วนกลุ่มมนุษย์โบราณที่เรียกในภาษาอังกฤษว่า Archaic humans ก็เกิดวิวัฒนาการขึ้นต่อมาประมาณ 600,000 ปีก่อน สืบสายพันธุ์มาจาก H. erectus/ergaster เป็นกลุ่มมนุษย์ที่อาจเป็นบรรพบุรุษของมนุษย์ปัจจุบัน โดยเฉพาะคือมนุษย์โบราณ H. heidelbergensis/rhodesiensisหลังจากนั้น มนุษย์สปีชีส์ Homo sapiens ที่มีกายวิภาคปัจจุบัน (anatomically modern human) ก็เกิดขึ้นโดยมีวิวัฒนาการมาจากมนุษย์โบราณในยุคหินกลาง (แอฟริกา) คือประมาณ 300,000 ปีก่อน ตามทฤษฎี “กำเนิดมนุษย์ปัจจุบันเร็ว ๆ นี้จากแอฟริกา” มนุษย์ปัจจุบันได้วิวัฒนาการในทวีปแอฟริกาแล้วจึงอพยพออกจากทวีปประมาณ 50,000-100,000 ปีก่อน (ต่างหากจากมนุษย์ในยุคก่อน ๆ) ไปตั้งถิ่นฐานแทนที่กลุ่มมนุษย์สปีชีส์ H. erectus, H. denisova, H. floresiensis และ H. neanderthalensis ในที่ต่าง ๆ ที่เป็นเชื้อสายของมนุษย์ที่อพยพออกมาจากทวีปแอฟริกาในยุคก่อน ๆ โดยอาจได้ผสมพันธุ์กับมนุษย์โบราณก่อน ๆ เหล่านั้น หลักฐานโดยดีเอ็นเอในปี ค.ศ. 2010 บอกเป็นนัยว่า มีลำดับดีเอ็นเอหลายส่วนที่มีต้นกำเนิดจากมนุษย์โบราณ Homo neanderthalensis (Neanderthal) ในดีเอ็นเอของมนุษย์ปัจจุบันทุกเผ่าพันธุ์ที่ไม่ใช่คนแอฟริกา และว่า Neanderthal และมนุษย์โบราณสกุลอื่น ๆ เช่นที่รู้จักกันว่า Denisova hominin ( Denisovan) รวม ๆ กันแล้ว อาจจะให้จีโนมเป็นส่วน 1-10% ของจีโนมมนุษย์ปัจจุบัน
[NPC5]

Leave a Comment

Your email address will not be published. Required fields are marked *